คน-มนุษย์-สัตว์ จะใช้การวิเคราะห์จากข้อมูลที่ตนมีก่อนจากสัญญาขันธุ์ประสบการณ์-ถ้าเรียนรู้โลกและสิ่งแวดล้อมมาในต่างรูปแบบต่อเวลาจะทำให้มุมมองต่าง ภาษาสังคมศาสตร์เรียกว่าเบ้าหลอมต่างกันเมื่อเกิดปรากฏการณ์-สภาวใดๆเข้ามาในความนึกคิดสัมผัสแล้วสรุปให้ค่าแปลความหมายในแง่มุมนั้น
กระบวนทัศน์ในรูปแบบวิทยาศาสตร์แบบเก่ามีการสังเกตก่อนตั้งสมมติฐานก่อน แล้วสรุปตามสมมติฐานว่าใช่เป็นไปคล้ามตามดังนั้นหรือไม่ใช่มีความน่าเชื่อถือในชุดข้อมูลที่ได้จากข้อมูลที่มี จากการสังเกตและเก็บข้อมูลก่อนในปรากฏการณ์-สภาวะนั้น
คน-มนุษย์-สัตว์ จะดึงข้อมูลและอาศัยข้อมูลที่ตนมีเพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์กระบวนการทำสร้างแสดงออกมา
กลุ่มที่เรียนรู้ข้อมูล-ชุดข้อมูลใหม่บ่อยๆจึงมองโลกสรรพอีกอย่างในรูปแบบบริบทในสังคม กลุ่มที่คิดว่าตนเองรู้แล้วผ่านมาแล้วก็มองอีกอย่าง โลกในแต่ละยุคมีทั้งสองขั้วและแตกเป็นหลากความคิดความเห็นมาในสังคมอยู่แล้ว 
ที่ไม่แปลกแลไม่มีใครเคยนึกถึงคือ โลกมีน้ำตกที่ไหลเย็นอยู่บนภูเขาที่เป็นภูเขาไฟและเคยเป็นภูเขาไฟ โลกมีลาวาแม็กม่าไหลย้อนกำลังจะปะทุเมื่อไรก็ได้ในดินแดนอันเหน็บหนาวมีมืดมีกลางวันภูเขาไฟแมกไม้ราตรีหิมะสนสูงใหญ่ไรเคนเห็ดรา
ที่ล้วนพึ่งพาก่อเกี่ยวอาศัยกันในแง่ความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและความเข้าใจกันจนถึงการเปิดใจกว้างยอมรับในความคิดความเห็นต่างซึ่งกันของระบบโลกสังคมคน-มนุษย์-สัตว์หนึ่งๆ
ดุลพินิจของแต่ละท่านก็เคารพกันตามสิทธินั้นมันก็พอดีลงตัวต่อการดำเนินไปอยู่แล้ว ...ก็แค่นั้นเอง          
 ..........กล่าวถึง.............
(รูปแบบอุดมคติ การคิดเห็นเชิงสมมาตรในการเรียนรู้สั่งสมองค์ความรู้เเละพิพิจพิเคราะห์ประมวลผลตกผลึกการตัดสินพิพากสรรพสิ่งเเละดำเนินร่วมกันของเเต่ละสรรพ) เพียงเท่านั้นเอง แค่นั้นเอง 
ในแต่ละอารยธรรมสร้างความเชื่่อขึ้นมา (-ขึ้นอยู่กับประชามนุษย์อีกที่จะเลือกจะเชื่อหรือไม่ อื่นใด) ทั้งเเละสร้างเรื่องราวสอดรับความเชื่อนั้น ในระยะต่อมามีทั้งต่อเติมและปรับแปลงในภายหลังถ้าตำนานทุกตำนานความเชื่อ-พหุความเชื่อซึ่งเยอะหลากหลาย ได้กลายเป็นความเชื่อที่ ...... มีผู้ยึดถือเป็นความจริงไปได้ทั้งหมด ..... หากเพียงเพราะได้เกิดขึ้นไก้เเล้วด้วยในจินตนาการของผู้ประพันธ์เเละผู้เชื่อ เพียงนั้นนั้น เมื่อเห็นว่ามายาความเชื่อความฝันเป็นจริงเป็นจัง จึงเกิดการตื่นตระหนัก อุปทานต่อความที่จะเกิดเป็นไปเเละไม่เป็นไปต่อในอนาคตบนความเชื่อนั้นๆต่อไป 
........ ข้ามมาในทางพุทธศาสตร์ ที่เป็นความเชื่อที่ถูกใช้ในการนิยมยึดถือของอาณาจักร กล่าวความเชื่อใดหาก อธิบายโดยสัมมาทิฐิตั้งต้นจาก ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วเข้าประกอบด้วยหลักกาลามสูตร 10 คือมรรคที่ใช้เดินเเละเลือกทางว่าจะใช้เลือกกรองพิจารณาว่า สิ่งใดควรเชื่อถือ ยึดถือ เเละให้ค่าไม่ให้ค่าให้ผลต่อสิ่งใด ความเชื่อและการมีอยู่ไม่มีอยู่ของสิ่งใดทั้งปวง เพียงเท่านั้น ........ เช่นนั้นเอง
เรื่องความจริง 2 ระนาบ คือความจริงในขณะ (ภูมิภพสัมพัทธ์เฉพาะกาล) กับ ความจริงโดยสมบูรณ์ (สัจจะความจริงหรือความจรงเชิงปรมัตถ์) 
หากความจริง ณ ขณะ คือความเป็นจริงที่เหมาะเเก่กาลนั่นคือความจริงที่สัมบูรณ์เมื่อระบุกาลนั่นถูกต้อง คือสัจจ ณ ขณะนั้น ที่ถูกต้อง 
ความเห็นที่มอง ความจริงในปัจจุบัน อาจไม่เป็นความจริงในอนาคต เช่นวัตถุ สีขาวทรงกลมรีเนื้อเเข็ง ณ ปัจจุบัน อีกวันอาจเเตกเป็น 2 ฝากของเเข็งเเละมีตัวอ่อนสัตว์บางอย่างออกมาจากวัตถุสีขาวทรงกลมรีเนื้อเเข็งนั้น
หากกรอบความเชื่อเเห่งพระศาสนาคือ อนิจจัง อนัตตา นั่นคือความเห็น 
ความเป็นจริงของสัจจะที่ไม่ตั้งอยู่เฉพาะกาล คือ ความเปลี่ยนแปลง ความต้องเปลี่ยนเเปลง เเละเปลี่ยนแปลง 
- เมื่อใช้ความเห็นในปัจจุบัน ตัดสินชี้ทางอนาคต จึงเป็นทางที่เป็นไปได้และหรือไม่ได้ โดยทั้งหมด *หากเป็นเพียงจำกัดได้เพียงเเนวโน้ม เเละ ให้เเนวโน้มเเห่งความเชื่อนั้นเป็นไป ................ นี่คือทางเเละวิธีหาปัจจัยทรัพย์หรือโภคาลาภของ หมอดูหมอคลายทุกข์ ผู้วิเศษชี้ทางทั้งหลาย จะเรียกว่าตนเป็นผู้ช่วยคนหรือส่งเสริมคนก็ได้ก็เเล้วเเต่อุปโลคเรียก ก็ว่ากันไป - ซึ่งลักษณะความเชื่อความเห็นจะเรียกว่าวิชาอย่างหนึ่งก็ได้ มันก็มีลักษณะลักษณ์บางอย่างที่คลายทุกข์ชั่วครั้งชั่วคราว คนมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ชอบการออกผลของการได้ใช้ที่ผลนั้นที่รวดเร็ว - มีการได้มีลุ้นมีเสี่ยงมีการได้เเลกเปลี่ยนทัศนะมีการปลุกปลอบทางใจ ทำให้กลัว เเละบอกวิธี ทำให้คลายจากความกลัว
(สะเดาะห์ หรือไปทำอะไรบางอย่างที่เหนือเหตุผลรองรับนะ ปัจจุบันในกรอบความเชื่อวิทยาศาสตร์)
คนมนุษย์เทวดาสมบัติมีการได้รับการเเสดงความคิดเห็นอกเห็นใจ คลายทุกข์ปรึกษาคลาย ปุ๊บปั้บ คือการตลาด(ภาษาโลก)อย่างหนึ่ง ก็นำมาหาเลี้ยงโภคาทรัพย์จากความเชื่อ ที่ ตรงต่อเหตุการณ์มั้ง มายามั้ง เห็นจริงเห็นจังต่อสิ่งที่ไม่จริง ตุตะเป็น ตัวเป็นตนมั้ง ความจริงเห่งศรัทธาเเละความจริงเเห่งสัจจะจริงหมุนไปตามความเชื่อ สุดท้าย คนมนุษย์ ลืม ภูมิจิตที่เล่าเรียนในความนาม "อนิจจัง" "ทุกขัง" "อนัตตา" เพียงเท่านั้นเอง ที่เรียนก็เรียนไป เรียนไปก็รู้ไป รู้ไปก็ลืมไป "ตถตา" เป็นเช่นนั้นเอง
หากมีเพียงบางคนมนุษย์ภูมิภพวิสัยบางท่านบางกลุ่มที่พิจารณาจนเเจ้งจิตวิญญาณเเห่งการตื่นรู้ในความเป็นมายาความจริง เเล สัจจะ ปรมัตถ์ เพียงเท่านั้น คือความเป็นไปของโลกมวลรวม เเละ..................................................................................................... เมื่อการเรียนรู้เเห่งสัจจะและศรัทธา เข้าคล้ายใช้ภาษาว่าอาจมีความเข้าใกล้หรือเเนบสนิทดำรงค์อยู่เป็นเนื้อเดียว
-ในรูปแบบสถาบันเเลสังคมศึกษาวิถี- 
เมื่อสัจจะคือสัจจะ ความเชื่อคือความเชื่อ ก็เเล้วเเต่มนุษย์เทวดาสมบัติผู้ประกอบด้วยปัญญาพิจารณา เป็นทาง เช่นนั้นเอง ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง - จบอธิบายความจริงในปัจจุบันขณะ และความจริงเชิงปรมัตถ์
........
 
มันคือความปลื้มปิติ มันคือความสุขสงบจากภายใน
 
สถานะสุขสงบจากความว่างเเละความเข้าใจ
บ้างเหนื่อยหนักกับการดิ้นรน
เเละเลยเลิกดิ้นรน
นี่ละชีวิต
ผมไม่เข้าใจอะไรได้มากในขณะ
เท่าชีวิตที่เป็นสุข
จากนานา 108 ร้อยรัด เเละไม่ร้อยรัดคิดไปเอง
ความว่างไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์หรอก พ้นจากความว่างสิไม่ทุกข์
พ้นจากนานาทฤษฎีจากความเข้าใจในตัวตนจึงจะไม่ทุกข์
ผมบอกได้เท่านี้
บางทีข้าน้อยสามหาว
เขียนธรรมในรูปเเบบที่ไม่มีใครเขียนตำราอ้าง
ท่านผู้อ่านโปรดใช้ดุลพินิจวิเคราะห์เลือกเอา
ผมบอกในสิ่งที่ผมเดินผ่านคลุกตัวทดลองลงไปอย่างเเสนสาหัส
ผลที่ได้รับย่อมไม่มีสมมติใดในโลกเปรียบเทียบเท่า
ผมไม่ได้ยกตนประดับอยู่ขั้นนั้นขั้นนี้
เพราะผมเองก็ยังไปไม่ได้ไปไม่ถึง รู้ตน
เเต่ก็ทุกข์เบาบางมาก
ขยาย คือมันเข้าใจในโลกในตัวอัตตาที่เรียกว่าโลก
เข้าใจในควา่มเปลี่ยนเเปลงเปลี่ยนไปของมันเเละอยู่ไปกับมันอย่างไม่ทุกข์อย่างผสมกลมกลืนอย่างSMooth
เป็นเนื้อที่เเทบไม่เเยกออกจากสังคมเเล้ว
เเล้วคุณๆท่านๆล่ะมีทุกข์(ทรมาณ กาย-ใจ)
ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดกับตัวบ่อยเเค่ไหน
จมอยู่กับมันนานเเค่ไหน
โดยส่วนตัวผมศรัทธา เเละ เปิดฟังธรรมเทศนาของท่านปราโมทย์ ปราโมทโช
ในความเชื่อของท่านสมณะโคดม
เเน่นอนคุณท่านผมย่อมมีจริตนิสัยอาจต่างเเละ
ล้วนขัดเกลาเสียมสอนกันมา
เเตกต่างตามเวลาภพชาติไม่ถ้วน
เเต่วันใดที่สภาวะธรรมท่านผ่านมาถึงจุดที่
ทุกข์น้อยทุกข์
ทุกข์ยิงใส่ให้กระทบชนิดไม่ยั้ง
เเต่ยังไม่ทุกข์ ท่านจะเข้าใจ
สภาวะธรรมท่านจะตีย้อนกลับเหมือนฉายหนัง
ภาคเเรกตอนเเรกที่จบไปประมวลย้อนภฺูมิธรรมทั้งหมดเเละ
ยักย้ายมาภาคสุดท้ายอย่างรวดเร็วเเละประมวลฟิลม์ทั้งฟิลม์สิบภาคล้านภาคในกึ่งในกึ่งวินาทีเดียว
ท่านจะย้อนมาขอบคุณครูบาอาจารย์กัลยาณมิตรเเเละนานาหลากหลายทุกสรรพสิ่งที่ทำให้ท่านเรียนรู้เติบโต
เรียนรู้ทุกข์ท่ามกลางความทุกข์นั้น
อย่างผู้รู้ ไม่มีผู้เเพ้ทุกข์ไม่มีผู้ชนะทุกข์มีเเต่ผู้ฝึกทุกข์
 ปล่อยให้กาย-ใจตนเองเป็นทุกข์(ทรมาณ)จากสิ่งที่
ไม่สามารถทำให้ท่านเป็นทุกข์(ทรมาณกาย-ใจ)ได้
ขอบคุณทุกสรรพสิ่งขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ
 
สำหรับการเรียนรู้ในประสบการณ์ภพชาติ ขอบคุณทุกสรรพสิ่งอย่างใจจริงครับ