คน-มนุษย์-สัตว์ จะใช้การวิเคราะห์จากข้อมูลที่ตนมีก่อนจากสัญญาขันธุ์ประสบการณ์-ถ้าเรียนรู้โลกและสิ่งแวดล้อมมาในต่างรูปแบบต่อเวลาจะทำให้มุมมองต่าง ภาษาสังคมศาสตร์เรียกว่าเบ้าหลอมต่างกันเมื่อเกิดปรากฏการณ์-สภาวใดๆเข้ามาในความนึกคิดสัมผัสแล้วสรุปให้ค่าแปลความหมายในแง่มุมนั้น
กระบวนทัศน์ในรูปแบบวิทยาศาสตร์แบบเก่ามีการสังเกตก่อนตั้งสมมติฐานก่อน แล้วสรุปตามสมมติฐานว่าใช่เป็นไปคล้ามตามดังนั้นหรือไม่ใช่มีความน่าเชื่อถือในชุดข้อมูลที่ได้จากข้อมูลที่มี จากการสังเกตและเก็บข้อมูลก่อนในปรากฏการณ์-สภาวะนั้น
คน-มนุษย์-สัตว์ จะดึงข้อมูลและอาศัยข้อมูลที่ตนมีเพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์กระบวนการทำสร้างแสดงออกมา
กลุ่มที่เรียนรู้ข้อมูล-ชุดข้อมูลใหม่บ่อยๆจึงมองโลกสรรพอีกอย่างในรูปแบบบริบทในสังคม กลุ่มที่คิดว่าตนเองรู้แล้วผ่านมาแล้วก็มองอีกอย่าง โลกในแต่ละยุคมีทั้งสองขั้วและแตกเป็นหลากความคิดความเห็นมาในสังคมอยู่แล้ว 
ที่ไม่แปลกแลไม่มีใครเคยนึกถึงคือ โลกมีน้ำตกที่ไหลเย็นอยู่บนภูเขาที่เป็นภูเขาไฟและเคยเป็นภูเขาไฟ โลกมีลาวาแม็กม่าไหลย้อนกำลังจะปะทุเมื่อไรก็ได้ในดินแดนอันเหน็บหนาวมีมืดมีกลางวันภูเขาไฟแมกไม้ราตรีหิมะสนสูงใหญ่ไรเคนเห็ดรา
ที่ล้วนพึ่งพาก่อเกี่ยวอาศัยกันในแง่ความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและความเข้าใจกันจนถึงการเปิดใจกว้างยอมรับในความคิดความเห็นต่างซึ่งกันของระบบโลกสังคมคน-มนุษย์-สัตว์หนึ่งๆ
ดุลพินิจของแต่ละท่านก็เคารพกันตามสิทธินั้นมันก็พอดีลงตัวต่อการดำเนินไปอยู่แล้ว ...ก็แค่นั้นเอง          
 ..........กล่าวถึง.............
(รูปแบบอุดมคติ การคิดเห็นเชิงสมมาตรในการเรียนรู้สั่งสมองค์ความรู้เเละพิพิจพิเคราะห์ประมวลผลตกผลึกการตัดสินพิพากสรรพสิ่งเเละดำเนินร่วมกันของเเต่ละสรรพ) เพียงเท่านั้นเอง แค่นั้นเอง 
ในแต่ละอารยธรรมสร้างความเชื่่อขึ้นมา (-ขึ้นอยู่กับประชามนุษย์อีกที่จะเลือกจะเชื่อหรือไม่ อื่นใด) ทั้งเเละสร้างเรื่องราวสอดรับความเชื่อนั้น ในระยะต่อมามีทั้งต่อเติมและปรับแปลงในภายหลังถ้าตำนานทุกตำนานความเชื่อ-พหุความเชื่อซึ่งเยอะหลากหลาย ได้กลายเป็นความเชื่อที่ ...... มีผู้ยึดถือเป็นความจริงไปได้ทั้งหมด ..... หากเพียงเพราะได้เกิดขึ้นไก้เเล้วด้วยในจินตนาการของผู้ประพันธ์เเละผู้เชื่อ เพียงนั้นนั้น เมื่อเห็นว่ามายาความเชื่อความฝันเป็นจริงเป็นจัง จึงเกิดการตื่นตระหนัก อุปทานต่อความที่จะเกิดเป็นไปเเละไม่เป็นไปต่อในอนาคตบนความเชื่อนั้นๆต่อไป 
........ ข้ามมาในทางพุทธศาสตร์ ที่เป็นความเชื่อที่ถูกใช้ในการนิยมยึดถือของอาณาจักร กล่าวความเชื่อใดหาก อธิบายโดยสัมมาทิฐิตั้งต้นจาก ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วเข้าประกอบด้วยหลักกาลามสูตร 10 คือมรรคที่ใช้เดินเเละเลือกทางว่าจะใช้เลือกกรองพิจารณาว่า สิ่งใดควรเชื่อถือ ยึดถือ เเละให้ค่าไม่ให้ค่าให้ผลต่อสิ่งใด ความเชื่อและการมีอยู่ไม่มีอยู่ของสิ่งใดทั้งปวง เพียงเท่านั้น ........ เช่นนั้นเอง
เรื่องความจริง 2 ระนาบ คือความจริงในขณะ (ภูมิภพสัมพัทธ์เฉพาะกาล) กับ ความจริงโดยสมบูรณ์ (สัจจะความจริงหรือความจรงเชิงปรมัตถ์) 
หากความจริง ณ ขณะ คือความเป็นจริงที่เหมาะเเก่กาลนั่นคือความจริงที่สัมบูรณ์เมื่อระบุกาลนั่นถูกต้อง คือสัจจ ณ ขณะนั้น ที่ถูกต้อง 
ความเห็นที่มอง ความจริงในปัจจุบัน อาจไม่เป็นความจริงในอนาคต เช่นวัตถุ สีขาวทรงกลมรีเนื้อเเข็ง ณ ปัจจุบัน อีกวันอาจเเตกเป็น 2 ฝากของเเข็งเเละมีตัวอ่อนสัตว์บางอย่างออกมาจากวัตถุสีขาวทรงกลมรีเนื้อเเข็งนั้น
หากกรอบความเชื่อเเห่งพระศาสนาคือ อนิจจัง อนัตตา นั่นคือความเห็น 
ความเป็นจริงของสัจจะที่ไม่ตั้งอยู่เฉพาะกาล คือ ความเปลี่ยนแปลง ความต้องเปลี่ยนเเปลง เเละเปลี่ยนแปลง 
- เมื่อใช้ความเห็นในปัจจุบัน ตัดสินชี้ทางอนาคต จึงเป็นทางที่เป็นไปได้และหรือไม่ได้ โดยทั้งหมด *หากเป็นเพียงจำกัดได้เพียงเเนวโน้ม เเละ ให้เเนวโน้มเเห่งความเชื่อนั้นเป็นไป ................ นี่คือทางเเละวิธีหาปัจจัยทรัพย์หรือโภคาลาภของ หมอดูหมอคลายทุกข์ ผู้วิเศษชี้ทางทั้งหลาย จะเรียกว่าตนเป็นผู้ช่วยคนหรือส่งเสริมคนก็ได้ก็เเล้วเเต่อุปโลคเรียก ก็ว่ากันไป - ซึ่งลักษณะความเชื่อความเห็นจะเรียกว่าวิชาอย่างหนึ่งก็ได้ มันก็มีลักษณะลักษณ์บางอย่างที่คลายทุกข์ชั่วครั้งชั่วคราว คนมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ชอบการออกผลของการได้ใช้ที่ผลนั้นที่รวดเร็ว - มีการได้มีลุ้นมีเสี่ยงมีการได้เเลกเปลี่ยนทัศนะมีการปลุกปลอบทางใจ ทำให้กลัว เเละบอกวิธี ทำให้คลายจากความกลัว
(สะเดาะห์ หรือไปทำอะไรบางอย่างที่เหนือเหตุผลรองรับนะ ปัจจุบันในกรอบความเชื่อวิทยาศาสตร์)
คนมนุษย์เทวดาสมบัติมีการได้รับการเเสดงความคิดเห็นอกเห็นใจ คลายทุกข์ปรึกษาคลาย ปุ๊บปั้บ คือการตลาด(ภาษาโลก)อย่างหนึ่ง ก็นำมาหาเลี้ยงโภคาทรัพย์จากความเชื่อ ที่ ตรงต่อเหตุการณ์มั้ง มายามั้ง เห็นจริงเห็นจังต่อสิ่งที่ไม่จริง ตุตะเป็น ตัวเป็นตนมั้ง ความจริงเห่งศรัทธาเเละความจริงเเห่งสัจจะจริงหมุนไปตามความเชื่อ สุดท้าย คนมนุษย์ ลืม ภูมิจิตที่เล่าเรียนในความนาม "อนิจจัง" "ทุกขัง" "อนัตตา" เพียงเท่านั้นเอง ที่เรียนก็เรียนไป เรียนไปก็รู้ไป รู้ไปก็ลืมไป "ตถตา" เป็นเช่นนั้นเอง
หากมีเพียงบางคนมนุษย์ภูมิภพวิสัยบางท่านบางกลุ่มที่พิจารณาจนเเจ้งจิตวิญญาณเเห่งการตื่นรู้ในความเป็นมายาความจริง เเล สัจจะ ปรมัตถ์ เพียงเท่านั้น คือความเป็นไปของโลกมวลรวม เเละ..................................................................................................... เมื่อการเรียนรู้เเห่งสัจจะและศรัทธา เข้าคล้ายใช้ภาษาว่าอาจมีความเข้าใกล้หรือเเนบสนิทดำรงค์อยู่เป็นเนื้อเดียว
-ในรูปแบบสถาบันเเลสังคมศึกษาวิถี- 
เมื่อสัจจะคือสัจจะ ความเชื่อคือความเชื่อ ก็เเล้วเเต่มนุษย์เทวดาสมบัติผู้ประกอบด้วยปัญญาพิจารณา เป็นทาง เช่นนั้นเอง ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง - จบอธิบายความจริงในปัจจุบันขณะ และความจริงเชิงปรมัตถ์
........
 
มันคือความปลื้มปิติ มันคือความสุขสงบจากภายใน
 
สถานะสุขสงบจากความว่างเเละความเข้าใจ
บ้างเหนื่อยหนักกับการดิ้นรน
เเละเลยเลิกดิ้นรน
นี่ละชีวิต
ผมไม่เข้าใจอะไรได้มากในขณะ
เท่าชีวิตที่เป็นสุข
จากนานา 108 ร้อยรัด เเละไม่ร้อยรัดคิดไปเอง
ความว่างไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์หรอก พ้นจากความว่างสิไม่ทุกข์
พ้นจากนานาทฤษฎีจากความเข้าใจในตัวตนจึงจะไม่ทุกข์
ผมบอกได้เท่านี้
บางทีข้าน้อยสามหาว
เขียนธรรมในรูปเเบบที่ไม่มีใครเขียนตำราอ้าง
ท่านผู้อ่านโปรดใช้ดุลพินิจวิเคราะห์เลือกเอา
ผมบอกในสิ่งที่ผมเดินผ่านคลุกตัวทดลองลงไปอย่างเเสนสาหัส
ผลที่ได้รับย่อมไม่มีสมมติใดในโลกเปรียบเทียบเท่า
ผมไม่ได้ยกตนประดับอยู่ขั้นนั้นขั้นนี้
เพราะผมเองก็ยังไปไม่ได้ไปไม่ถึง รู้ตน
เเต่ก็ทุกข์เบาบางมาก
ขยาย คือมันเข้าใจในโลกในตัวอัตตาที่เรียกว่าโลก
เข้าใจในควา่มเปลี่ยนเเปลงเปลี่ยนไปของมันเเละอยู่ไปกับมันอย่างไม่ทุกข์อย่างผสมกลมกลืนอย่างSMooth
เป็นเนื้อที่เเทบไม่เเยกออกจากสังคมเเล้ว
เเล้วคุณๆท่านๆล่ะมีทุกข์(ทรมาณ กาย-ใจ)
ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดกับตัวบ่อยเเค่ไหน
จมอยู่กับมันนานเเค่ไหน
โดยส่วนตัวผมศรัทธา เเละ เปิดฟังธรรมเทศนาของท่านปราโมทย์ ปราโมทโช
ในความเชื่อของท่านสมณะโคดม
เเน่นอนคุณท่านผมย่อมมีจริตนิสัยอาจต่างเเละ
ล้วนขัดเกลาเสียมสอนกันมา
เเตกต่างตามเวลาภพชาติไม่ถ้วน
เเต่วันใดที่สภาวะธรรมท่านผ่านมาถึงจุดที่
ทุกข์น้อยทุกข์
ทุกข์ยิงใส่ให้กระทบชนิดไม่ยั้ง
เเต่ยังไม่ทุกข์ ท่านจะเข้าใจ
สภาวะธรรมท่านจะตีย้อนกลับเหมือนฉายหนัง
ภาคเเรกตอนเเรกที่จบไปประมวลย้อนภฺูมิธรรมทั้งหมดเเละ
ยักย้ายมาภาคสุดท้ายอย่างรวดเร็วเเละประมวลฟิลม์ทั้งฟิลม์สิบภาคล้านภาคในกึ่งในกึ่งวินาทีเดียว
ท่านจะย้อนมาขอบคุณครูบาอาจารย์กัลยาณมิตรเเเละนานาหลากหลายทุกสรรพสิ่งที่ทำให้ท่านเรียนรู้เติบโต
เรียนรู้ทุกข์ท่ามกลางความทุกข์นั้น
อย่างผู้รู้ ไม่มีผู้เเพ้ทุกข์ไม่มีผู้ชนะทุกข์มีเเต่ผู้ฝึกทุกข์
 ปล่อยให้กาย-ใจตนเองเป็นทุกข์(ทรมาณ)จากสิ่งที่
ไม่สามารถทำให้ท่านเป็นทุกข์(ทรมาณกาย-ใจ)ได้
ขอบคุณทุกสรรพสิ่งขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ
 
สำหรับการเรียนรู้ในประสบการณ์ภพชาติ ขอบคุณทุกสรรพสิ่งอย่างใจจริงครับ
จากคนบอกผมเกิดมาไม่คุ้มนั่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้ทำไม่ได้ไป
ผมบอกไปมาเเล้ว ทำมาเเล้วคล้ายๆกัน มันก็เบื่อเเล้ว
 
การเกิดมาสันดานขี้เบื่อ
ก็ดีตรง ทำสิ่งไหน
อะไรครั้งเดียวเบื่อเลย
ไมติดไปกับรส
ติดอยู่กับมันนาน ได้ลองอะไรมากกว่าเร็วกว่าจิตวิญญาณอื่น
ร่าเริงสดใส เงินทอง สุขทุกข์ก็ผ่านมาเเล้วมันก็ผ่านไป ...เเค่นั้น
เกิดขึ้นตั้งอยู่เเละดับไป
 
 
สำหรับการวิปัสสนา
บางทีนั่งเฉยๆ ไม่รู้คิดอะไร
เฉยก็รู้ว่าเฉย ก็ออกมาจากเฉยซะเพื่อกระฉับกระเฉง
นิ่งๆ สุขเย็น ทองไม่รู้ร้อนหนาว ก็ไม่ใช่ทางดับทุกข์ถาวร
เดี๋ยวทุกข์เพราะรับความอึกทึกไม่ได้ ลิงโลดไม่ได้
สมถะก็ดีมันสบาย
สุขใดเหนือความสงบไม่มี (พุทธพจน์)
เเต่เจอโลก ก็วิ่งวุ่นต่อ ปรุงเเต่ง
 
สำหรับคนที่ยัง วุ่นเวียนในวงจรโลก
เรียน ทำงาน มีครอบครัว ดูจิต
เหมาะอย่างท่านว่า(หลายท่าน)
 
ดูจบ จบเลย เป็นผู้รู้ผู้ดู ช่างเเม่ง
 
 
ไม่ต้องปรุงเเต่งดี-ชั่ว
รับมารับหมด รับได้ทุกอย่าง
โยนเข้าความว่าง
สุข-ทุกข์สรรเสริญ นินทาเจอเเน่
เจออยู่ในโลกวนเวียนในเเบบฝึกหัดมนุษย์
ซ้ำเดิม ไม่จบสักที
สุข สม ชม สรรเสริญ ลอย
ด่า นินทา เบื่อหน่าย เซ็ง
ใจมองโลกหมด ชั่ว-ดี เมื่อไร
โลกหนอหมดปรุงเเต่งเมื่อไหร่ หมดเเบบฝึกหัด
ฐานคนเต็มคน
มันเป็นเช่นนั้นเอง

ปรมัตถธรรม_2 ฝั่งขยาย

posted on 03 Jul 2011 22:58 by cesarmonsters
คติก่อนอ่าน
 
คนทุกผองเป็นเเละไม่เป็นบางสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน
เเต่เป็นเเละไม่เป็นบางสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน
 
 
เราจะเขียนจะเรียบเรียงมันต้องใช้สมาธิ
เราคือคน คือจิตวิญญาณ
หากมีอะไรผิดเพี้ยนจากที่เรารู้สึกเขียนถ่ายทอดออกไป ย่อมไม่ดีเเน่
ขัดตำราย่อมไม่ได้ คนจะงง (จริงๆมันขัดได้เเละขัดเเน่)
 
คนคือคน
คนเขียนคือคน
คนอ่านคือคน
เมื่อเเปลความอนัตตาไม่ออกย่อมจบ
 
คนไม่เป็นคน
คนเขียนไม่ใช่คนเเละคนอ่านไม่ใช่คน
นี่โศลกธรรม
 
เหตุที่เว้นไป  ขอบคุณ
 
ในภาคหยาบยังยุ่งในภาคนามยังกระเพื่อมเอาอะไรมาวัดมาสอนคน
 
เอาอัตตามาเเบ่งผู้อื่นเปล่า
 
ตัวธรรมก็ตัวธรรมจะเเบ่งเเยกอะไร มันมีคนเเบ่งเเยก
อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
ทุกข์ยากเเก้ไป
เจริญก็ไม่ต้องเหลิง
ปัญหาคือเหลิงนี่เหลิงชิบหาย
เสื่อมเอง
 
เมื่อความเเตกต่างระหว่างบุคคลเราเขาไม่มี
เมื่อธรรมชาติคือธรรมชาติจริงๆ
เมื่อเข้าใจในธรรมชาติจริงๆ
ภาษาทางนามธรรมย่อมเกิด
 
เมื่อมีเรา มีเขา มียก มีเยียด ย่อมมองไม่เห็นถึงจิต
เมื่อมองไม่ออกถึงจิตก็คิด นึก วิเคราะห์ ปรุงเเต่งไปตามขันธ์ 5
เมื่อจิตไม่ถึงจิต เมื่อจิตไม่ถึงธรรม ย่อมปฏิเสธตัวธรรม
รับบ้าง-ปฎิเสธบ้าง
พอพวกตนได้ดี กู (อัตตาที่เสือกสร้าง) มักดีใจ
พอเสื่อม ถึง คั่ง ถึงน้ำตา
เพราะรับข้างเดียว
รับโลกธรรมข้างเดียว
 
โลกนี้ มี สุข มีทุกข์ มีเเปรปรวน เหลวไหล หลงไหล ใคร่ กำหนัด
หายใคร่ ตายด้าน
มีเพียงความเข้าใจในความเเปรปรวนที่จะดับทุกข์ในใจ
หรืออยู่กับทุกข์ในใจได้
เมื่อเข้าใจก็มันไม่ทุกข์(ทรมาร)มันก็อยู่ได้
 
    ที่ผมลองๆปฎิบัติเรื่อยๆก้าวหน้า
(ผมไม่ใช้คำว่าคิดว่านะ) เเต่ก้าวหน้าต่อไปเเน่ๆ
   ดู-จิต สายหลักของผม
           สายสอง พรหมวิหาร4 ตีคู่ ตั้งต้นรับมาต่อยอด
 
ไม่ต้องพูดถึงอาจารย์นะ เดี๋ยวก็ไปยึดติดอาจารย์ วิธีการกันอีก
ท่านสอนท่านได้อยู่เเล้ว
ได้ก็มาให้โลกให้จักรวาล เกื้อกูลสร้างสรรค์เมตตาต่อไป
 
ผมเองก็ต้องเรียนรู้-ความรู้อีกมาก รู้ก็เเล้ว รู้ก็ละ รู้ก็ไม่ยึด รู้ก็มาเขียน
รู้ก็มาช่วยคน เมื่อรู้เเละยึด ก็ยึด เมื่อยึด ก็ไม่ไปไหน ก็ยึดอยู่นั่น
จริงๆ มันอิสระ ว่างเปล่า เหนืออื่นใด
    อนัตตา
 
ธรรมใด โลกล้วน อนัตตา
 
ตีให้คล่อง
 
 
............ขอบคุณครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ปรมัตถธรรม_1

posted on 30 May 2011 00:34 by cesarmonsters
เที่ยวลองโดนทดสอบมาทุกทาง ปฎิบัติธรรมจริงจัง 7 ปี
เมื่อ มี เกิด ย่อม มีหยุด เมื่อหมดก็ย่อมปล่อย
บางทีการปฎิบัติที่เเท้คือการปล่อยตัวตน(จิตวิญญาณธาตุขันธ์)
ให้เป็นเสรี ไม่มียึด ไม่มีเพ่ง ไม่มีติดในกับดัก ด้วย
ตัวภาษา คำพูด พยัญชนะ
ดีใจที่ได้เขียนในนี้อีก
เราไม่อาจปฎิเสธความรู้สึกภายใจตนเอง
เมื่อดีใจก็รู้ว่าดีใจ ไม่ใช่ไปข่มไว้
จะอะไรเล่า ก็ทำ(ปฎิบัติธรรม)
ที่เเท้จริงย่อมอยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่โลกสร้าง
ตื่นรู้ เบาสบาย เหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งเกิด
ผัสสะทุกตัวเป็นสิ่งน่าเรื่องรู้ เเม้กระทั่ง
ความโกรธ ความโศกเศร้า
หากเเม้เด็กน้อยผู้ไม่ปรุงเเต่งในสังขาร
สุขทุกข์ เวทนาเกิดใดเหล่า
 
การตีความอภิธรรม ทำให้เกิดลัทธินิกาย
จะเ็ป็นอันใดเหล่าผู้ประพฤติธรรม
จะเกิดจากกายหยาบอันคลุกเปลื้อนด้วย
สัตว์ที่อยากมีอยากได้อยากเป็น
เมื่อโลกธรรมยังคงเดินอยู่พุทธธรรมก็ยังเดินหน้าไป
 
สัจธรรม
ผู้เเสวงไม่พบ ผู้หยุดเเสวงหาจึงพบ 
(ใช้กันหลายสำนวน)
 
เมื่อมี กาย-จิต ก็ดูไป เมื่อมีจิตย่อมปรุงย่อยฟุ้ง
จะอ้าง อันใดข่มจิตข่มใจเหล่า
ตัวจิตเอง ก็อนัตตา เราจะข่มมันได้เมื่อไหร่
เดี๋ยวมันก็ออกมาเพ่นพล่านอีก เพราะจิตก็คือจิต
ธรรมชาติของมันก็ชอบเพ่นพล่าน ก็มีอยู่
เราทำได้เพียงเเค่ดูเเค่รู้มันอย่างเข้าใจมันไปเฉยๆ
เดี๋ยวมันก็กลับมา มันฟุ้งไป มันเหนื่อยมันก็กลับมา
 
การพูดถึงภาวะในใจย่อมยากพอๆกับหา
ปลาหิมะในลาวาไหล
เเต่นี่ก็ทำ นี่คือสิ่งที่ผมต้องทำ
 
เมื่อมีอัตตาย่อมเกิดหน้าที่
เมื่อไร้อัตตาก็มิใช่หมดหน้าที่
หากเราต้องการให้สัทธรรมคืนมา ก็ต้องทำ
 
 
จิตวิญญาณทุกดวงล้วนเป็นเพื่อนกัน เพื่อนยามสุขทุกข์ยามยาก
หาประสบการณ์เติมเต็มให้เเก่กัน
อย่าโทษเลย 2 มาตราฐาน
อย่าโทษเลยบ้านโดนเผา
ทุกสรรพสิ่งเราต้องละอยู่เเล้ว
 
เมื่อตายจึงรู้ เมื่ออยู่ในโลกวิญญาณจึงเห็น
จึงต้องการกลับมาเกิดเพื่อมาทำดี เพื่อมาละธรรม
ทุกคนเกิดมาเพื่อมาละธรรม
 
                ขอบคุณครับ

 
 
 
ทุกสรรพสิ่งเกิดจากสิ่งเดียวกัน
คนโง่คือคนฉลาด
คนตายคือคนที่กำลังจะฟื้น
ภูเขาไฟเเละธุลี ก็ทำให้ีผีเสื้อเเมงปอหนาวได้เหมือนกัน
หากการคิดยึดติดทวินิยมเป็นคู่ๆทำให้ใจทุกข์
การมองที่ตัวธรรมจะเบิกบานขึ้นมาทันที
 
ทุกข์ในภาษาไทย คือ ทรมานกาย-ใจ
ทุกข์ในภาษาธรรมคือความเปลี่ยนเเปลง
ดิ้นรนเปลี่ยนเเปลงตั้งอยู่ได้ไม่นาน
 
เวรกรรม มีไหม
เวรภัยล่ะ
 
เมื่อนาทีที่เเล้วเรายังง่วงเมื่อง่วงก็รู้ว่าง่วง
เเละตื่นในฉับพลัน
การตื่นรู้ที่วินาที
ทำให้รู้รสการรู้เเจ้ง การเบิกบาน ที่ไม่มีอะไรเทียบ
เเล้ววินาทีที่ดีที่สุดในชีวิตก็คือ ปัจจุบัน
 
สรรพสิ่งคือสิ่งสัมพัทธ์กับเวลา เวลาก็ไม่มีค่า
สรรพสิ่งคือสภาวะธรรมที่ตาไปเห็นจมูกไปดมหูไปได้ยินกายไปสัมผัส
ใจไปปรุงเเต่ง ดีใจ เสียใจ พอใจ ไม่พอใจ
ทุกสิ่งอย่างล้วนสภาวะธรรม
สภาวะธรรมที่นำไปสู่การตื่นรู้ เบิกบานในใจ

มา

posted on 13 May 2011 23:26 by cesarmonsters
 
เมื่อยที่อธิบายสภาวะนามธรรมที่เข้าถึงยาก
เเต่เลือกจะทำก็ ทำ (ธรรม)
เมื่อปลุกจากที่ตื่น
ก็ตื่นเมื่อตื่นอยู่ก็รู้ว่าตื่น เมื่อถอยก็ถอย เเละรู้ว่าถอย
ผมเองก็ยังเป็นมนุษย์ กิน ขี้ ปี้ นอน --- มนุษย์ทั่วไป
เคยได้ยินพระ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน มีเมียไหม (มีลูกบางท่าน)
ถามจิตหน่อย ระบบการเรียนในประเทศนี้วัดกันที่เครื่องเเต่งกาย
การปฎิบัติภาคหยาบหรือจิต
เมื่อพระมีเมีย เสพกามโดยวางจิต เป็นธรรมกามก็ธรรมเอาธรรมสู่ธรรม
โลกกรอบที่เราอยู่บอก (ไม่รวมCESARMONSTERS)
เสพกามสังวาสผิดกฎสงฆ์สาวกเป็นพระPART-TIME(ใช้คำดูถูก)
รับงานกลางวัน พิธีกรรมทำ กลางคืน
อยู่กับสตรีเพศ-เป็นสิ่งทำให้พรหมจรรย์ขาดได้
พระท่านนั้นที่พึ่งโดนปรามาสไปอาจมองทุกอย่างคือตัวธรรม
ไม่มีดึงเข้าผลักออก กามก็มิผลักไส เเม้ไม่ดึงเข้ามาก็มา
การตีหลักธรรม ไม่มีตายตัว จะยึดอะไร
ยึดพุทธพจน์(ตำรา)ก็ยึด
(ก็ไม่ใช่พุทธะโอวาทโดยตรงจากโอษฐ์มหาพุทธะที่เต็มบารมี
เเล้วจะอ้างพุทธพจน์ดื้อๆยังไงผิดตอนตรรกะด้วย)
เมื่อเห็นสงฆ์รับเงินสด ก็อยู่ที่ท่านวางจิตอย่างไร
ตัวเเบงค์ตัวเหรียญเป็นสิ่งเเลกของเเทนเงินในยุคที่อยู่นี้ใช้ช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีได้
หรือจิตท่านวางว่างไปเลย อะไรก็ได้ ไม่สนไม่เกี่ยว ไม่ติด (กายรับ ให้พรไป)
ท่านอาจเเยก รูป-นาม เเยกเป็นธาตุ4 เห็นเป็นอนัตตาก็ได้
ผู้วางจิตได้ย่อมพ้นอบาย จะพุทธะ หรือไม่ ตัดกันอีกที
พระมีเมีย เข้าบ่อน(ไปศึกษาหรือไปทำอะไรเรื่องของท่าน)
เล่นคอม(หาคำหลีกคำว่าเล่นอยู่) ดูละคร วางจิตเป็นก็ล้วนธรรม
 
สภาวะนิพพานคือสภาวะที่ไม่ปรุงเเต่งไม่ดิ้นรน
(อยากนั่นนี่ จะมาพร้อมไม่อยากนั่นนี่)
ไม่มีคิดทำลายทำร้ายใครสรรพสิ่งอื่นไหน
โดยทั้งตนเอง ไม่คิดโทษตนเองไม่คิดโทษเบียดเบียนโลกนี้
มองทุกอย่างเป็นตัวธรรม ธรรมไหลสู่ธรรม   
 ดีเลวจะเทพมารเดรัชฉานประเสริฐ
ยังไงยังไงก็ตัดที่ปัญญา
นั่งนาน เข้าชาญเก่งก็นั่งไป
นิพพานกับละกิเลส คนละเรื่องกัน
ตัวกิเลสก็ตัวธรรม อะไรก็ตัวธรรมจะละกิเลสก็ละตัวธรรม
ยังมีการดึงเข้า-ผลักออก
ไม่ยอมรับตัวสัจธรรม
ย่อมไม่พ้นทิฐิที่โลกสร้าง นิพพาน ไม่มี
 
เเถม
เอาเเก้กรรมไหม ............. อนัตตา  ใคร อะไร รับกรรม
กรรมจะมีเมื่ออะไร-มีอัตตามารับ อนัตตาไงคำตอบ ใครรับใครใช้
 
ประโยคที่ว่า
"พุทธศาสตร์ศาสตร์เเห่งการตื่น ไสยศาสตร์ศาสตร์เเห่งการหลับ"
พิจารณาผู้บัญญัติไม่ทราบเเน่ชัดว่า .. , .. เพราะคือตัวธรรมทั้งนั้น
เเต่ผู้ที่เข้าไปเชื่อเข้าไปยึดกับประโยค"     "เเน่นอน .....
 
ถามตอบ
อยากบรรลุธรรม อยากไหม?
อยากเข้าชาญได้ อยากไหม?
เเล้วมันต่างกับอยากไม่บรรลุตรงไหน
หมากล้อมสอนว่า ชนะ โดยไม่คิดเอาชนะ
เเพ้โดยไม่เเพ้ ชนะโดยไม่ชนะ
 
เราทุกผู้ทุกท่า่นล้วนเหมือนกันพุทธะเหมือนกัน
เพียงประสบการณ์ภพชาติยังไม่เต็ม
เมื่อจิตไวกว่าทุกสิ่งภพชาติจะมีความหมายอะไร
เวลายังไม่มีความหมาย
 
 
เห่อ เขียนจบไปเเล้วสองชั่วโมงพึ่งรู้ เอกู ผยองไปเปล่าวะ
เเต่ ไม่เป็นไร ใดๆก็ปล่อยวาง อนัตตา ไรเเก้ไข  ล้วนตัวธรรม
 
เอ่า คิดได้ ขึ้นมา
จิตตื่น เบิกบานเลย